เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนชาวไทยอย่างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ใช่ประเทศที่มีประวัติการเกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงความปลอดภัยของอาคารสูงที่พวกเขาอาศัยหรือทำงานอยู่ ซึ่งรวมถึงคอนโดมิเนียม 30 ชั้นที่มีข่าวรายงานว่าโครงสร้างบางส่วนเริ่มแสดงอาการแตกร้าว และอาคารสำนักงานหลายแห่งที่พบปัญหาคล้ายกัน

อารมณ์และความรู้สึกของประชาชน
หลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว สิ่งที่สะท้อนออกมาชัดเจนคือความกลัวและความไม่มั่นใจในโครงสร้างของอาคารสูง ผู้ที่พักอาศัยในคอนโดมิเนียมหลายรายต่างกล่าวว่า “ไม่กล้ากลับเข้าไปพักในห้อง” เพราะภาพอาคารถล่มจากข่าวต่างประเทศยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำ บางคนเลือกนอนในเต็นท์หรือรถยนต์เพื่อความปลอดภัยชั่วคราว ในขณะที่พนักงานออฟฟิศหลายคนก็ปฏิเสธที่จะขึ้นไปทำงานบนตึกสูง แม้งานจะเป็นสิ่งจำเป็นก็ตาม
ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะมนุษย์มักจะตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยด้วยความหวาดกลัว การขาดความรู้เกี่ยวกับความสามารถในการรองรับแรงสั่นสะเทือนของอาคารยิ่งทำให้ความกลัวขยายตัวมากขึ้น นอกจากนี้ ภาพข่าวที่นำเสนออาคารแตกร้าวหรือโครงสร้างเสียหายยังกระตุ้นให้เกิดความวิตกกังวลในวงกว้าง

แนวทางป้องกันและการเตรียมพร้อม
แม้ว่าเราจะไม่สามารถควบคุมธรรมชาติได้ แต่เราสามารถลดความเสี่ยงและเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ได้ดังนี้:
- ตรวจสอบโครงสร้างอาคาร :
สำหรับผู้ที่อาศัยหรือทำงานในอาคารสูง ควรเรียกร้องให้เจ้าของอาคารหรือบริษัทจัดการตรวจเช็กโครงสร้างโดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ หากพบจุดบกพร่อง ต้องดำเนินการซ่อมแซมทันที เพื่อเสริมความแข็งแรงของอาคารให้พร้อมรับแรงสั่นสะเทือน - ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับอาคารที่พักอาศัย :
ตรวจสอบว่าอาคารที่คุณอาศัยหรือทำงานอยู่ได้รับการออกแบบและก่อสร้างตามมาตรฐานความปลอดภัยทางวิศวกรรมหรือไม่ เช่น มีการคำนวณป้องกันแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวหรือไม่ - ฝึกซ้อมแผนอพยพฉุกเฉิน :
ทุกคนควรมีความรู้เกี่ยวกับเส้นทางอพยพออกจากอาคารในกรณีฉุกเฉิน รวมถึงการฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามแผนได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย - เตรียมชุดอุปกรณ์ฉุกเฉิน :
ควรมีชุดเครื่องมือฉุกเฉินไว้ในบ้านหรือที่ทำงาน เช่น ไฟฉาย น้ำดื่ม อาหารแห้ง ยาสามัญ และเอกสารสำคัญ เพื่อใช้ในกรณีที่ต้องอพยพหรือเผชิญเหตุการณ์ไม่คาดฝัน - ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด :
ประชาชนควรติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา หรือหน่วยงานราชการ เพื่อรับทราบสถานการณ์ล่าสุดและคำแนะนำในการดำเนินชีวิต

วิธีการปรับตัวเพื่อลดความวิตกกังวล
การเผชิญกับเหตุการณ์เช่นนี้อาจทำให้หลายคนรู้สึกเครียดหรือวิตกกังวล ซึ่งเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ แต่เราสามารถปรับตัวและดูแลจิตใจตนเองได้ดังนี้:
- เรียนรู้เพื่อสร้างความมั่นใจ :
การศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับแผ่นดินไหวและอาคารที่เราอาศัยอยู่จะช่วยลดความกลัว เพราะเมื่อเรารู้ว่าอาคารมีความปลอดภัย เราจะรู้สึกสบายใจมากขึ้น - แบ่งปันความรู้สึกกับคนรอบข้าง :
การพูดคุยกับครอบครัว เพื่อน หรือเพื่อนร่วมงานเกี่ยวกับความรู้สึกที่เกิดขึ้น จะช่วยบรรเทาความเครียดและสร้างกำลังใจให้กันและกัน - ฝึกสมาธิหรือการทำจิตใจให้สงบ :
การฝึกหายใจลึกๆ หรือทำสมาธิจะช่วยลดความตึงเครียดและทำให้จิตใจสงบลง - หลีกเลี่ยงข่าวสารที่ไม่น่าเชื่อถือ :
การรับข้อมูลจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถืออาจทำให้เกิดความกลัวมากขึ้น ควรเลือกฟังข้อมูลจากแหล่งที่เป็นทางการเท่านั้น

สรุป
เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่เตือนให้เราทุกคนตระหนักถึงความปลอดภัยของอาคารสูงและเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด แม้ความกลัวจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่เราสามารถลดความวิตกกังวลได้ด้วยการเรียนรู้และเตรียมตัวอย่างเหมาะสม การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชนจะช่วยสร้างสังคมที่มีความปลอดภัยและยั่งยืนในอนาคต
เพราะความปลอดภัยเริ่มต้นจากการเตรียมพร้อม และความมั่นใจเกิดจากการรู้เท่าทัน