แผ่นดินไหวเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมได้ และแม้ว่าประเทศไทยจะไม่ใช่ประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อเทียบกับประเทศในแถบวงแหวนแห่งไฟ (Ring of Fire) เช่น ญี่ปุ่นหรืออินโดนีเซีย แต่ในบางพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันตก ซึ่งใกล้กับรอยเลื่อนสำคัญ เช่น รอยเลื่อนแม่จัน และ รอยเลื่อน Mae Ping ก็ยังอาจได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวขนาดเล็กถึงขนาดกลางได้
1. การเตรียมตัวล่วงหน้า
การเตรียมตัวล่วงหน้าเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเสี่ยงและความเสียหายจากแผ่นดินไหว:
- ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับรอยเลื่อนในพื้นที่: หากคุณอาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง เช่น จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ หรือลำปาง ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งของรอยเลื่อนและประวัติการเกิดแผ่นดินไหวในอดีต
- ตรวจสอบโครงสร้างอาคาร: อาคารที่ออกแบบตามมาตรฐานการต้านทานแผ่นดินไหวจะช่วยลดความเสียหายได้มาก ตรวจสอบให้แน่ใจว่าบ้านหรือสถานที่ทำงานของคุณมีโครงสร้างที่แข็งแรง เช่น เสาคอนกรีตเสริมเหล็กและฐานรากที่มั่นคง
- เตรียมชุดอุปกรณ์ฉุกเฉิน: ควรมีกระเป๋าฉุกเฉินพร้อมอุปกรณ์จำเป็น เช่น น้ำดื่ม อาหารแห้ง ไฟฉาย แบตเตอรี่สำรอง และยาสามัญประจำบ้าน โดยเฉพาะหากคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยง
2. เมื่อเกิดแผ่นดินไหว
หากคุณกำลังประสบกับเหตุการณ์แผ่นดินไหว สิ่งสำคัญคือการรักษาความสงบและปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้:
- “DROP, COVER, HOLD ON”: หลักการนี้เป็นแนวทางสากลที่ใช้กันทั่วโลก
- DROP: หมอบลงกับพื้นทันทีเพื่อลดโอกาสที่จะล้ม
- COVER: หาที่กำบัง เช่น ใต้โต๊ะหรือเฟอร์นิเจอร์ที่แข็งแรง เพื่อป้องกันเศษแก้วหรือวัสดุที่อาจตกลงมา
- HOLD ON: จับที่กำบังไว้แน่น และอยู่ในท่านั้นจนกว่าแผ่นดินไหวจะหยุด
- หลีกเลี่ยงกระจกและวัตถุแขวน: กระจกหน้าต่าง โคมไฟ หรือของตกแต่งบนผนังอาจหล่นลงมาได้ ควรห่างไกลจากสิ่งเหล่านี้
- หากอยู่นอกอาคาร: หาที่โล่งปลอดภัย เช่น สนามหญ้าหรือลานกว้าง หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ตึกสูง ต้นไม้ใหญ่ หรือเสาไฟฟ้า
3. หลังเกิดแผ่นดินไหว
เมื่อแผ่นดินไหวหยุดลงแล้ว ยังต้องระมัดระวังเนื่องจากอาจมีอาฟเตอร์ช็อก (aftershock) หรือผลกระทบอื่นๆ ตามมา:
- ตรวจสอบความปลอดภัย: สำรวจว่ามีใครบาดเจ็บหรือไม่ หากพบคนที่ต้องการความช่วยเหลือ ให้ทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นหรือโทรขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่
- ตรวจสอบโครงสร้างอาคาร: หลังจากแผ่นดินไหว อาคารอาจมีความเสียหาย เช่น ผนังแตกร้าวหรือโครงสร้างทรุดตัว ควรออกจากอาคารทันทีหากพบสัญญาณอันตราย
- ฟังประกาศจากทางการ: ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการ เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา หรือศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อทราบข้อมูลล่าสุดและคำแนะนำเพิ่มเติม
- ระวังไฟฟ้าและน้ำประปา: ตรวจสอบระบบไฟฟ้าและน้ำประปา หากพบความผิดปกติ เช่น สายไฟขาดหรือท่อน้ำรั่ว ควรปิดวาล์วหรือเบรกเกอร์ทันที
4. กรณีศึกษาในประเทศไทย
ประเทศไทยเคยเผชิญกับแผ่นดินไหวหลายครั้ง แม้ว่าจะไม่รุนแรงมาก แต่ก็สร้างความเสียหายและทำให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อม เช่น:
- แผ่นดินไหวที่เชียงรายในปี พ.ศ. 2557: มีขนาด 6.0 แมกนิจูด ทำให้อาคารหลายแห่งในจังหวัดเชียงรายและพื้นที่ใกล้เคียงได้รับความเสียหาย สะท้อนให้เห็นว่าแม้แผ่นดินไหวขนาดกลางก็อาจส่งผลกระทบได้
- แผ่นดินไหวที่พม่าในปี พ.ศ. 2558: แม้จุดศูนย์กลางจะอยู่ในประเทศพม่า แต่แรงสั่นสะเทือนก็ส่งผลถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทำให้หลายคนรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน และเกิดความตื่นตัวในการเตรียมความพร้อม
5. การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย
การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในครอบครัวและชุมชนเป็นสิ่งสำคัญ เช่น การฝึกซ้อมแผนรับมือแผ่นดินไหว การอบรมความรู้ให้กับเด็กนักเรียน และการสนับสนุนให้ชุมชนเข้าร่วมโครงการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ
สรุป
แม้ประเทศไทยจะไม่ใช่ประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อแผ่นดินไหว แต่การเตรียมตัวและการรับมืออย่างเหมาะสมจะช่วยลดผลกระทบและความเสียหายได้อย่างมาก การปฏิบัติตามหลักการ “DROP, COVER, HOLD ON” และการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าคือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้คุณและคนรอบข้างปลอดภัยในสถานการณ์ฉุกเฉิน
คำตอบที่ครบถ้วน: การเตรียมตัว การปฏิบัติตัวขณะเกิดเหตุ และการดำเนินการหลังเหตุการณ์ เป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนควรรู้และปฏิบัติตาม